PPP

คำถาม-คำตอบ



คำถาม - คำตอบ
                  

1. รู้ไหมว่า...โครงการแบบใด? ที่ต้องทำตามกฎหมาย PPP
2. ทำไมต้องมีพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562
(พ.ร.บ. การร่วมลงทุนฯ ปี 2562)

คำตอบ : เนื่องจากกฎหมายฉบับเดิม คือ พระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 มีบทบัญญัติในเรื่องขอบเขต
ของโครงการที่ให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐอย่างกว้างขวางอันส่งผลให้มีโครงการร่วมลงทุนที่ไม่ได้อยู่ในกิจการที่เกี่ยวข้องกับ
โครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะซึ่งเป็นภารกิจของรัฐที่จะต้องจัดทำเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และการยกระดับคุณภาพ
ชีวิตของประชาชนที่รัฐประสงค์จะสนับสนุนให้เอกชนร่วมลงทุนต้องเข้ามาสู่กระบวนการตามกฎหมายดังกล่าว และยังไม่มีการสะท้อนถึง
ความเป็นหุ้นส่วนระหว่างรัฐและเอกชนที่ร่วมลงทุนในโครงการของรัฐที่ชัดเจน ประกอบกับยังขาดมาตรการในการแก้ไขปัญหาระหว่าง
หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องและมาตรการส่งเสริมการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ส่งผลให้การดำเนินโครงการมีความล่าช้า
และเอกชนยังไม่ให้ความสนใจที่จะเข้าร่วมลงทุนในโครงการของรัฐเท่าที่ควร จึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงกฎหมายใหม่คือ พ.ร.บ.
การร่วมลงทุนฯ ปี 2562 มาบังคับใช้แทน เพื่อให้มีการกำหนดนโยบายของรัฐที่ชัดและแน่นอนในการจัดทำโครงสร้างพื้นฐาน
และบริการสาธารณะ มุ่งเน้นการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นหุ้นส่วนระหว่างรัฐและเอกชน
โดยมีการกำหนดกลไกในการแก้ไขปัญหา อุปสรรค ความล่าช้าในการจัดทำหรือดำเนินโครงการร่วมลงทุน และมีมาตรการ
ส่งเสริมการร่วมลงทุนในโครงการร่วมลงทุนอย่างเหมาะสมภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังโดยมุ่งเน้นการใช้ความเชี่ยวชาญ
และนวัตกรรมของเอกชนรวมทั้งการถ่ายทอดความรู้ดังกล่าวไปยังหน่วยงานและบุคลากรของภาครัฐ และมีหลักเกณฑ์
ขั้นตอนในการจัดทำโครงการร่วมลงทุนให้มีความกระชับ โปร่งใส และตรวจสอบได้

3. การประกาศใช้ พ.ร.บ. การร่วมลงทุนฯ ปี 2562

คำตอบ : พ.ร.บ. การร่วมลงทุนฯ ปี 2562 ได้ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2562 และมีผลใช้บังคับ
ตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2562 เป็นต้นไป โดยได้กำหนดให้มีบทเฉพาะกาลรองรับการดำเนินการของโครงการที่อยู่ระหว่าง
การดำเนินการตาม พ.ร.บ. ร่วมลงทุนฯ ปี 2556 พร้อมทั้งกำหนดให้บรรดากฎกระทรวง ประกาศ หรือระเบียบที่ออกตาม พ.ร.บ.
ร่วมลงทุนฯ ปี 2556ที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเพียงเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับ
พระราชบัญญัตินี้ จนกว่าจะมีกฎกระทรวง ประกาศ และระเบียบตามพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ซึ่งขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการ
นโยบายรัฐวิสาหกิจอยู่ระหว่างการจัดทำร่างกฎหมายลำดับรองที่ออกตาม พ.ร.บ. การร่วมลงทุนฯ ปี 2562

4. โครงการที่ต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ. การร่วมลงทุนฯ ปี 2562 ได้แก่ โครงการประเภทใดบ้าง

คำตอบ : ต้องเป็นโครงการที่เข้าข่ายนิยามคำว่า “โครงการ” และ “ร่วมลงทุน” ตามมาตรา 4 ของ พ.ร.บ. การร่วมลงทุนฯ ปี 2562
กล่าวคือต้องเป็นโครงการลงทุนของรัฐในกิจการที่หน่วยงานของรัฐหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งหรือหลายหน่วยงานรวมกันมีหน้าที่
และอำนาจต้องทำตามกฎหมายหรือกฎ หรือที่มีหน้าที่และอำนาจต้องทำตามวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งตามนิยามคำว่า “โครงการ”
และต้องมีการร่วมลงทุนกับเอกชนไม่ว่าโดยวิธีใด หรือมอบให้เอกชนลงทุนแต่ฝ่ายเดียว โดยวิธีการอนุญาต หรือให้สัมปทาน
หรือให้สิทธิไม่ว่าในลักษณะใดตามนิยามคำว่า “ร่วมลงทุน” และต้องเป็นโครงการที่เข้าข่ายกิจการตามมาตรา 7 ของ พ.ร.บ.
การร่วมลงทุนฯ ปี 2562 และเป็นโครงการที่บรรจุอยู่ในแผนการจัดทำโครงการร่วมลงทุนตามมาตรา 12 ด้วย

5. จุดเด่นของ พ.ร.บ. การร่วมลงทุนฯ ปี 2562 มีอะไรบ้าง

คำตอบ : 1. มีขอบเขตของโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนที่ชัดเจน โดยมุ่งเน้นโครงการที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน
และบริการสาธารณะเท่านั้น ไม่รวมถึงการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินของหน่วยงานของรัฐและทรัพยากรธรรมชาติที่จะต้องมี
กฎระเบียบรองรับที่เหมาะสมในการคัดเลือกและกำกับดูแลต่อไป

      • มาตรการสนับสนุน โดยมีมาตรการสนับสนุนการร่วมลงทุนให้แก่โครงการร่วมลงทุน อย่างเหมาะสม
        ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง
      • มีการถ่ายทอดความรู้ โดยมุ่งเน้นการใช้ความเชี่ยวชาญและนวัตกรรมของเอกชน รวมทั้งถ่ายทอดความรู้
        ไปยังหน่วยงานและบุคลากรของภาครัฐ
      • กระชับเปิดเผย โดยกำหนดกลไกในการแก้ไขปัญหา อุปสรรค และความล่าช้าในการจัดทำหรือดำเนิน
        โครงการร่วมลงทุนบนหลักการเปิดเผยโปร่งใส
      • ความเป็นหุ้นส่วน โดยมุ่งเน้นความเป็นหุ้นส่วนระหว่างรัฐและเอกชน
      • นโยบายของรัฐ มีการกำหนดนโยบายของรัฐที่ชัดเจนและแน่นอนในการจัดทำโครงสร้างพื้นฐาน
        และบริการสาธารณะผ่านแผนการจัดทำโครงการร่วมลงทุน
6. การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะ โดยรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ดีอย่างไร

คำตอบ สำหรับประเทศไทย

      • จัดทำโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะได้อย่างรวดเร็วและเป็นไป
        ตามเป้าหมาย
      • ลดภาระด้านการลงทุนของรัฐ ช่วยเพิ่มความสามารถในการลงทุน พัฒนาประเทศในด้านอื่น
        ได้มากขึ้นและเร็วขึ้น
      • ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศในระยะสั้น และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
        ในระยะยาว จากการมีโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพและทั่วถึง
      • ยกระดับการทำโครงการร่วมลงทุนของประเทศให้เทียบเคียงกับสากล ส่งผลให้ดึงดูดนักลงทุน
        ทั้งไทยและต่างประเทศมากขึ้น

สำหรับประชาชน

      • ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ให้สามารถเข้าถึงบริการสาธารณะ
        ที่จำเป็นได้อย่างทั่วถึงและสะดวกสบาย
      • เพิ่มคุณภาพการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน จากการใช้ความรู้ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ
        และนวัตกรรมของเอกชน
      • มีการส่งเสริมโครงการร่วมลงทุนที่จูงใจให้เอกชนพัฒนาโครงการที่มีผลตอบแทนทางการเงินต่ำ
        เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล ได้เพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน
7. ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐมีความต้องการให้เอกชนร่วมลงทุนและประสงค์จะใช้เงินกองทุนส่งเสริมการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (กองทุนฯ) สามารถทำได้ในกรณีใดบ้าง

คำตอบ : หน่วยงานของรัฐสามารถขอใช้เงินกองทุนฯ ได้ในกรณีการว่าจ้างที่ปรึกษาตามที่กำหนดไว้ใน
พ.ร.บ. การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ดังนี้

      • การว่าจ้างที่ปรึกษาของหน่วยงานเจ้าของโครงการในการจัดทำรายงานการศึกษา
        และวิเคราะห์โครงการร่วมลงทุนตามมาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ. การร่วมลงทุนฯ ปี 2562
      • การว่าจ้างที่ปรึกษาของหน่วยงานเจ้าของโครงการในการจัดทำร่างประกาศเชิญชวนเอกชน
        ร่างเอกสารสำหรับการคัดเลือกเอกชนและร่างสัญญาร่วมลงทุน รวมถึงเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่
        ของหน่วยงานเจ้าของโครงการและคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 แห่ง พ.ร.บ. การร่วมลงทุนฯ ปี 2562
      • การว่าจ้างที่ปรึกษาของหน่วยงานเจ้าของโครงการเพื่อศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาในการดำเนินโครงการร่วมลงทุน
        ให้ความเห็นต่อการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน หรือสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการกำกับดูแล
        ตามมาตรา 44 แห่ง พ.ร.บ. การร่วมลงทุนฯ ปี 2562